ผลจากการบำบัดด้วยไคโรแพรคติก

ผลจากการบำบัดด้วยไคโรแพรคติก

ผลรักษาที่ดีเกินจริง

ในปี 2004 ณอน แฮนนอน นักจัดกระดูกชาวอเมริกันได้เขียนบทความวิจารณ์หลังจากวิเคราะห์งานศึกษา “กว่าร้อยงาน” ที่ทดสอบผลจากการบำบัดด้วยไคโรแพรคติก บทความชิ้นนั้นให้ข้อสรุปว่าการบำบัดด้วยไคโรแพรคติกสามารถรักษาโรคได้ชัดเจน และนักจัดกระดูกทั่วโลกหลายคนก็ยึดถือบทสรุปที่ว่าตั้งแต่นั้นเรื่อยมา แต่เมื่อลองดูบทความชิ้นนั้นอย่างละเอียด กลับพบว่าในบทความมีการเจาะจงคัดเลือกงานศึกษาเพียง 15 งาน ที่มีผลสนับสนุนความเชื่อของแฮนนอน และเมื่อนำงานศึกษาแต่ละงานมาวิเคราะห์ ก็ทำให้เห็นบางอย่างในงานหนึ่งพบว่าผู้ร่วมทดสอบ 3 ใน 4 คน มีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นหลังบำบัดด้วยไคโรแพรคติก ขณะที่อีกงานบันทึกผลการลดลงของระดับคอเลสเตอรอลจาก 7 ใน 10 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นนักจัดกระดูก

  • ขอบคุณบทความจาก Drivemate รถ เช่า ราคาถูกที่สุด

การทดลองที่มีจำนวนตัวอย่างทดลองน้อยไม่มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากเกิดความแปรผันที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาได้ง่าย การเพิ่มจำนวนตัวอย่างหรือผู้เข้าร่วมในงานทดลองทำให้เราสามารถเห็นแนวโน้มที่แท้จริงของผลจากการรักษา และผลลัพธ์ท้ายสุดก็มักแตกต่างจากผลของการทดลองที่ใช้ตัวอย่างน้อยอย่างเห็นได้ขัด

ในปี 2017 พอล เชเคลล์ แพทย์ชาวอเมริกันได้วิเคราะห์ปัญหาในงานศึกษาไคโรแพรคติกที่มีจำนวนผู้ร่วมทดสอบน้อย ขาวิเคราะห์งานทดลองทางวิทยาศาสตร์ 2 ชิ้น ที่ศึกษาผลการใช้ไคโรแพรคติกรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างเฉียบพลันที่มีอาการไม่เกิน 6 สัปดาห์ มีงานทดลองแค่ 12 งานที่ติดตามอาการผู้ร่วมทดสอบเป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์หลังทำการรักษาและมีการวัดความปวดตามระดับวัดที่เชื่อได้ ผู้ร่วมทดสอบในงานทดลอง 12 งาน มีจำนวนโดยเฉลี่ยที่ 118 คน และแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีไคโรแพรคติกและอีกกลุ่มจะได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ตามปกติแล้วการทดสอบยาจำเป็นต้องทดลองใช้ในตัวอย่าง 300-3,000 คน ก่อนที่จะได้รับการยอมรับให้นำมาใช้จริง ดังนั้นการทดลองที่มีจำนวนตัวอย่างแค่ 118 คน จึงไม่มีความน่าเชื่อถือทางสถิติ และเมื่อลองดูตัวเลขต่างๆ ในงานทดลอง ก็ทำให้เห็นแนวโน้มขัดเจนขึ้น

โดยรวมแล้วงานทดลอง 12 งาน สรุปว่าวิธีไคโรแพรคติกให้ผลการรักษาดีกว่าอีกวิธีที่ใช้ทดสอบเทียบนิดหน่อย อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของความสามารถในการลดความเจ็บปวดของแต่ละวิธีนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ร่วมทดลอง แทนที่จะขึ้นอยู่กับวิธีที่เปรียบเทียบ งานทดลองที่มีผู้ร่วมทดลอง 29 คน ให้ผลว่าวิธีไดโรแพรคติกช่วยลดความเจ็บปวดได้มากกว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังถึงร้อยละ 23 ขณะที่งานทดลองที่มีผู้ร่วมทดลอง 239 คน ให้ผลว่าวิธีไคโรแพรคติกช่วยลดความเจ็บปวดได้มากกว่าวิธีรักษาด้วยยาหลอกแค่ร้อยละ 2